ศัลยกรรมเสริมหน้าอก

22649428_s

ในปัจจุบัน เป็นการผ่าตัดที่นิยมกันมากขึ้นสำหรับการศัลยกรรมหน้าอก แต่ก็ยังมีข้อมูลที่ออกมาทั้งถูกและผิดเกี่ยวกับการเสริมหน้าอก ควรจะหาข้อมูลให้มากและปรึกษาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ก่อนตัดสินใจเสริมหน้าอก

การเสริมหน้าอกเหมาะสำหรับ

  1. ผู้ที่มีหน้าอกเล็ก ต้องการเสริมให้ได้ขนาดใหญ่ขึ้น
  2. ผู้ที่มีหน้าอกเล็กลงหลังการมีลูก แล้วต้องการเพิ่มขนาดให้สวยดังเดิม
  3. ผู้ที่หน้าอกสองข้าง ไม่เท่ากันดูไม่สวยงาม
  4. ผู้ที่ตัดเต้านมออก เช่นตัดเต้านมออกจากมะเร็งเต้านม

ซิลิโคนเสริมหน้าอกที่ภพรวิญคลินิกใช้ จะเป็นซิลิโคนมาตรฐานเท่านั้น ผ่านการรับรองจากอง์การอาหารและยาทั้งในประเทศไทย(อ.ย.)และประเทศสหรัฐอเมริกา(US FDA) การใช้ซิลิโคนที่ดี จะสามารถลดผลข้างเคียงได้ดีกว่าซิลิโคนที่ไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้น ภพรวิญคลินิกจึงมีซิลิโคนที่ใช้เสริมเต้านมอยู่ 4 บริษัท Mentor,Silimed,Allergan Natrelle และ Eurosilocone

การเลือกขนาดซิลิโคน

การเลือกขนาดซิลิโคนที่จะใช้ก่อนผ่าตัด แพทย์จะให้คำแนะนำในการเลือกขนาด เต้านม ว่าต้องการขนาดใหญ่เท่าไร(กี่ cc.)ซึ่งมีตั้งแต่ 100-600 cc. แล้วแต่ความต้องการให้หน้าอกขนาดใหญ่ขึ้น การเลือกขนาดต้องคำนึงถึง

  1.  เนื้อนม ว่ามีมากพอที่จะรองรับซิลิโคนได้หรือไม่ ถ้าเนื้อนมน้อยใส่ซิลิโคนใหญ่ก็จะทำให้คลำเจอขอบซิลิโคนได้ ทำให้ไม่เป็นธรรมชาติ
  2. ความกว้างของฐานนมเดิม ความกว้างของช่วงไหล่ ความสูงของผู้มาเสริม ความเหมาะสมกับรูปร่างเดิม
  3. เป้าหมาย ที่ผู้มาเสริมต้องการว่าอยากได้ใหญ่แค่ไหน
  4. อาชีพของผู้เสริม

การเลือกชนิดของซิลิโคน

1.ซิลิโคนทรงกลม

เหมาะกับคนที่มีเนื้อนมอยู่บ้าง ในปริมาณ ซีซี เท่ากันจะดูใหญ่กว่าทรงหยดน้ำ เวลาผ่าตัดนั้นทำง่ายกว่า เสร็จเร็วกว่า ท่านั่ง ท่านอนอาจจะเห็นเป็นทรงกลมตลอดเวลา ในท่ายืนอาจจะไม่ค่อยธรรมชาติเท่าไหร่

2.ซิลิโคนทรงหยดน้ำ

ดีกว่าทรงกลมในคนที่ ทุนเดิมมีน้อย คือเนื้อนมมีน้อย การใส่หยดน้ำจะดูเป็นธรรมชาติกว่า ในท่ายืนจะดูเห็นส่วนหยดน้ำสวยงาม ราคาจะสูงกว่า

ชั้นตำแหน่งที่ใส่

การใส่ใต้กล้ามเนื้อดีกว่าใส่ใต้เนื้อนมตรงที่ มีโอกาสนมแข็งหรือที่เรียกว่า มีโอกาสเกิดแคปซูลน้อยกว่า (Capsular Contracture)แต่ข้อเสียคือ หลังทำเจ็บกว่า จับแล้วไม่นิ่ม บางคนกล้ามเนื้อรัดซิลิโคน อาจจะเห็นเต้านมเบี้ยวได้หรือเห็นเต้านมแบ่งเป็นส่วนๆได้
ส่วนการใส่ใต้เนื้อนม จะใส่ง่ายกว่า ความเจ็บน้อยกว่า โอกาสเกิดแคปซูลมากกว่า (Capsular Contracture) หลังทำอาจจะต้องนวดบ่อยกว่า จับแล้วจะนิ่มกว่าใต้กล้ามเนื้อ

ตำแหน่งแผลผ่าตัด

1.ใต้ราวนม

แผลหลบอยู่ใต้ราวนม ยาวประมาณ 3-4 cm. มองไม่เห็นเวลายืน แต่เวลานอนอาจจะสังเกตุเห็นได้บ้าง(ในกรณที่ไม่ใส่ชุดชั้นใน) การผ่าตัดทำได้เร็วกว่า จัดรูปทรงได้ง่ายกว่า เจ็บน้อยกว่า ผ่าจากบริเวณอื่น

2.บริเวณรักแร้

ข้อดีคือแผลไม่ได้อยู่บริเวณนมทำให้รู้สึกมั่นใจหลังเสริม หลังจากแผลหายแผลมักจะสวยดีไม่ค่อยมีรอยชัดเนื่องจากอยู่บริเวณข้อพับรักแร้ แต่ข้อเสียคือ หลังทำเจ็บแผลกว่าใต้ราวนม โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูงกว่า เช่นมีเลือดค้างอยู่ในแผล และในกรณีถ้าต้องแก้ไขมักแนะนำให้แก้ไขทางแผลใต้ราวนมเท่านั้น เพราะการแก้ไขทางรักแร้แม้จะทำได้ แต่ก็จะยากมาก และได้ผลไม่ดี

3.บริเวณปานนม

ข้อดีของการผ่าตัดบริเวณปานนม คือสามารถยกกระชับหน้าอก ร่วมด้วย ในผู้ที่มีเต้านมหย่อนคล้อย แผลค่อนข้างเล็กอยู่บริเวณปานนม ส่วนข้อเสียคือ อาจจะใส่ขนาดใหญ่มากไม่ได้ และทำไม่ได้ในกรณีปานนมมีขนาดเล็ก บางรายอาจทำให้หัวนมชาแต่มักจะเป็นชั่วคราว

การให้นมลูกหลังเสริมเต้านม

หลังเสริมเต้านมสามารถตั้งครรภ์ได้ ให้นมลูกได้ โดยไม่มีอันตรายต่อเด็ก และไม่มีอันตรายต่อแม่

ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

การใช้ซิลิโคนเต้านมที่มาตราฐาน ไม่เพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งเต้านม แต่ยังงัยก็ควรตรวจคลำเต้านมเองเป็นระยะ และอาจตรวจ Mammogram เป็นประจำทุกปี

การผ่าตัด

การผ่าตัดทำโดยการให้ยาสลบแบบอ่อน ผู้ป่วยจะหลับไม่รู้สึกเจ็บขณะผ่าตัด แผลผ่าตัดจะมีขนาดประมาณ 3-4 เซนติเมตร ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 1 ชั่วโมงเป็นการผ่าตัดที่เสียเลือดน้อย มีความเสี่ยงน้อยมาก หลังผ่าตัดสามารถกลับบ้านได้ หรือจะนอนสังเกตุอาการ 1 คืนก็ได้

การดูและหลังการผ่าตัด

  • หลังผ่าตัดในบางรายจะมีสายระบายเลือดและน้ำเหลือง(ใช้ในบางกรณีที่ไม่มั่นใจว่าจะมีเลือดซึมออกหลังผ่าตัดหรือไม่)
  • หลังผ่าตัดจะมีการปวดระบมบริเวณหน้าอก ประมาณ 1-3 วัน หลังจากนั้นจะค่อยๆดีขึ้น
  • อาจมีรอยฟกช้ำได้ในผู้ป่วยบางราย ไม่ต้องทำแผลล้างแผลใดๆ รอยจะค่อยๆหายไปเอง
  • หลังผ่าตัดจะได้รับยาแก้ปวด แก้อักเสบฆ่าเชื้อ ซึ่งต้องรับประทานให้หมด
  • หลังกลับบ้านแพทย์จะนัดมาตรวจซ้ำหลังการผ่าตัด 7 วัน เพื่อดูแผลผ่าตัด
  • แพทย์จะสอนวิธีนวดหน้าอกเป็นรายๆไปตามความเหมาะสม ส่วนใหญ่จะเริ่มนวดเมื่อไม่เจ็บแผลผ่าตัดแล้ว
  • สามารถขยับตัว หรือ นอนท่าใดก็ได้
  • เสื้อชั้นใน สามารถใส่ในขนาดที่ใหญ่ขึ้นได้ แต่ไม่ควรมีโครงเหล็ก
  • ยกเว้นทำงานหนัก ยกของหนัก อย่างน้อย 3 เดือนหลังผ่าตัด